[รีวิวหนังสือ] เลือกอยู่ข้างเวลา

รีวิวหนังสือ เลือกอยู่ข้างเวลา เนื้อหา

ชื่อหนังสือ: เลือกอยู่ข้าวเวลา

ผู้เขียน: ชัชวนันท์ สันธิเดช | ความยาว: 256 หน้า

เกริ่นนำ:

หมายเหตุ: ที่ผมเขียนในเล่มนี้ผมไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดนะ แค่สรุปแล้วก็รีวิวจากหนังสือเฉยๆเด้อ

เล่มนี้บังเอิญไปเห็นในร้านหนังสือ คืออยากหาหนังสืออ่านตอนนั่นเครื่องบิน แล้วไม่อยากได้หนังสือที่ยาวมาก อารมณ์แบบอ่านแล้วจบเลยบนเครื่อง (ประมาณ ชั่วโมงครึ่ง) เลยไปเจอเล่มนี้มาน่าสนใจดี

ถ้าพูดถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หนึ่งถึงสองปีที่แล้ว เชื่อว่ามีน้อยคนมากๆที่จะรู้จัก ผมคนนึงที่ไม่รู้จัก 5555 แต่ช่วงปีที่ผ่านมากระแสแรงมากทำให้คนน่าจะรู้จัก เค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่หลายๆคนอาจจะมีคำถามอยู่ในหัวมากมายแบบผม ว่าเค้าคือใครทำอะไรมา อะไรแบบนี้เลยคิดว่ามันน่าสนใจดี

คือ เล่มนี้ คุณธนาธรไม่ได้เป็นคนเขียนเอง แต่เป็นคนเล่าเรื่องและผู้เขียน ก็ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนมาเสริมด้วย เรียกว่าอ่านง่าย มีหลายอารมณ์

หนังสือก็แบ่ง ออกเป็น 3 พาร์ทใหญ่ๆ คือ เรื่องส่วนตัว เส้นทางธุรกิจ เส้นทางการเมือง เป็นเกี่ยวกับมุมมองแล้วก็การกระทำที่ผ่านๆมาในชีวิตของคุณธนาธร

สรุปแบบสั้นๆ:

เรื่องชีวิตส่วนตัว: ตอนแรกจะไปทำงานอาสาที่แอฟริกาหลังจากเรียนจบ (อายุ 23) แต่ว่าพ่อเกิดป่วยกะทันหัน และเสียชีวิตในเวลาต่อมาทำให้ต้องเข้ามารับช่วงกิจการ (ไทยซับมิท) ต่อจากที่บ้านโดยที่ยังไม่รู้อะไรเลย ต้องเริ่มจากศูนย์

เส้นทางธุรกิจ: หลังจากเข้ารับช่วงต่อ ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ในช่วงเริ่มต้น จนกระทั่งก่อนออกมาเข้าสู่เส้นทางการเมือง ได้ประสบความสำเร็จในการนำพาบริษัทไปสู่ระดับโลกได้(หมายถึงการไปตั้งโรงงานผลิต) ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา, จีน, อินเดีย, อินโดเนเชีย ฯลฯ แต่เค้าบอกว่า ความสำเร็จในแต่ละประเทศนั้นไม่สามารถ Copy&Paste กันได้

เส้นทางการเมือง: ด้วยความที่คุณธนาธร เป็นคนที่มีอุดมการณ์มาตั้งแต่สมัยเรียน มัธยมปลาย อยู่แล้วตัวตนของเค้ามาทางนี้ และตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีแต่ความขัดแย้งและปัญหาไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้เค้าทนไม่ไหว โดยคิดว่า ถ้าเค้าหมดความอดทน และคิดว่าจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้

เส้นทางของคนที่ชื่อ ธนาธร ในสายการเมืองจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตามต่อไป

สรุปแบบยาวหน่อย:

ชีวิตส่วนตัว:

คุณ ธนาธร เป็นคนที่มีอุดมการณ์ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แล้วที่สำคัญคือ เป็นคนที่มี สเน่ห์ในการดึงดูด จากฝ่ายตรงข้ามมากๆ อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมชุมนุม และโดนสลายชุมนุม เกือบเอาตัวไม่รอดมาแล้วอีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ทำไมเค้าถึงได้มาสู่เส้นทางนี้

นอกจากนี้ คุณ ธนาธรยังมีครอบครัวแล้วมีลูกอีก 4 คน (นักบริหารตัวจริง) ชอบประโยคนึงที่เค้าสอนลูกคือ “อย่าเป็นหมาป่า เพราะหมาป่าชอบรังแกคนอื่น อย่าเป็นแกะ เพราะแกะชอบโดนคนอื่นรังแก แต่จงเป็นหมาเฝ้าแกะ ที่คอยดูแลป้องกันแกะจากหมาป่า” โคตรคม

แล้วก็ยังเป็นคนที่บ้าพลังสุดๆ จริงจังกับทุกเรื่อง เช่นเรื่องการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา วิ่งเทรล ปีนเขา ก็ทำมาหมด ที่เค้าชอบพวกนี้ก็เพราะบอกว่า การผจญภัยโดยไม่รู้ผลลัพธ์ นั้นสนุกทำให้เราได้แก้ปัญหาตลอดเวลา

เส้นทางธุรกิจ:

ในหนังสือได้พูดถึงไว้หลายเรื่อง เพราะ ในส่วนนี้ แทบจะเป็นทั้งชีวิตของคุณธนาธรเลยก็ว่าได้ ผมขอยกหัวข้อที่ผมชอบมาแล้วกัน

อุปสรรคทางอายุ: คุณธนาธรบอกว่า เรื่องอายุจะมีผลแค่ในตอนแรกเท่านั้น ถ้าเราสามารถทำได้ตามในสื่งที่เราพูด และกล้าตัดสินใจแล้ว ความเชื่อถือจะตามมาและหลังจากนั้น อายุจะไม่มีผลอะไรอีกต่อไป

วิธีการเรียนรู้งาน: การเรียนรู้งานและปัญหาต่างๆ ต้องลงไปที่หน้างาน ไม่เช่นนั้นจะไม่เห็นต้นตอของปัญหาจริงๆ

เวลาการทำงาน: ประเทศที่พัฒนาแล้วตัวอย่างเช่นเยอรมันทำงานแค่ 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ แต่ประเทศไทยยังทำงานอยู่ 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ เพราะพนักงานต้องมีเวลาพักผ่อนและเอาเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากขึ้น

ภาษาที่ต้องรู้ในยุคนี้: หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นภาษาที่สาม เช่น จีน, ญี่ปุ่น แต่ไม่ใช่ ภาษาที่ต้องรู้ในยุคนี้คือ ภาษาโค้ด เพราะเอาไว้ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ อนาคตหุ่นยนต์จะมาแทนคนแล้ว ดังนั้นคนต้องพัฒนาในส่วนนี้และจะทำให้ ประเทศไทยนั้นหลุดกับดักรายได้ปานกลาง (ภาษาโค้ดอาจจะมองว่ามันไกล แต่เริ่มจากใกล้ๆอย่างการใช้โปรแกรม MS Excel หรือ Powerpoint ให้เต็มประสิทธิภาพ ก็สามารถพัฒนาความรู้ด้านนี้ได้มากแล้ว)

คร่าวๆก็ประมาณนี้ จริงๆมีอีกหลายเรื่องเลย

เส้นทางการเมือง:

แบ่งเป็นสองพาร์ทย่อยแล้วกัน เกี่ยวกับมุมมองเรื่อง เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน กับ มุมมองทางด้านการเมือง

มุมมองด้านเศรษฐกิจไทย:

  1. รวยกระจุกจนกระจาย: ที่บอกว่า ประเทศไทยโต โดยใช้ GDP คือมันไปกองอยู่ที่คนกระจุกเดียว แต่รากหญ้านั้นปากท้องมีปัญหา ทำให้มีความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก สังเกตได้จาก ยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินซื้อที่ดิน หรือมีโครงการใหญ่ๆออกมาตลอด แต่หนี้ครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นสูงตลอด แบบนี้ประเทศจะเป็นประมาณว่า หัวโตแต่ขารีบ
  2. วัฒนธรรมความโปร่งใส: ที่อินโดฯ ได้เอาตัวอย่างของแบงก์ในอังกฤษมาใช้ คือ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายจ่ายของ ผู้นำได้อย่างโปร่งใส แม้กระทั่งซื้อโยเกิร์ตกิน 2 ถ้วยก็ต้องชี้แจงลงในงบส่วนตัว

มุมมองด้านการเมือง:

หลายคนอาจจะคิดเหมือนผมในตอนแรกว่า ที่ลงมาเส้นทางการเมือง ก็อาจจะเพราะว่า ธุรกิจอิ่มตัวแล้ว ทำให้หมดความท้าทาย แต่ในหนังสือก็ได้อธิบายไว้ว่า จริงๆแล้วเป้าหมายของคุณธนาธร ในการทำบริษัทไทยซับมิท ยังไม่สำเร็จเลย คือการพาบริษัทเข้าไปอยู่ใน Fortune 500 ให้ได้ แต่เค้าเลือกประเทศไทยมากกว่าบริษัท

  1. ธนากร กับ สุริยะ: แค่ใช้นามสกุลเดียวกัน แต่มุมมองทางด้านการเมืองนั้นคนละขั้วเลยก็ว่าได้
  2. การกระจายอำนาจ: ที่โครงการต่างๆเกิดความล่าช้า น่าจะมาจากการกระจุกอำนาจไว้ที่เมืองหลวงก็คือ กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว ไม่ให้ทางจังหวัดต่างๆได้มีโอกาสตัดสินใจ (จังหวัดของเค้าน่าจะรู้จักดีกว่าคนที่อื่น) นี่น่าจะเป็น นโยบายหลักของ พรรคอนาคตใหม่ เลยก็กว่าได้ เพราะว่าผู้เขียนบอกว่า คุณธนาธร พูดเรื่องนี้ทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบประชาชนตามจังหวัดต่างๆ
  3. คอรัปชั่น แค่ ข้ออ้างของการ รัฐประหาร: ฟังอาจจะดูแรง แต่คุณธนาธรบอกว่า มีคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มนึง พยายามทำให้ประชาชนอย่างๆเราเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น
  4. การเกณฑ์ทหาร: ช่วงของการเกณฑ์ทหารนั้นเป็นช่วงรอบต่อของชีวิตพอดี ถ้าต้องเข้าไปเป็นทหารอาจจะทำให้เสียโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งการเป็นทหารทำให้มนุษย์อย่างเรา เชื่องกว่าเดิม (จากที่ระบบการศึกษาทำให้เราเชื่องอยู่แล้ว

One Book One Reason:

ภาษาโค้ด เป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นเดี๋ยวนี้ (ใช้แค่ Excel กับ PPT ให้เก่งกว่าเดิม ก็ทำให้สามรถจัดการอะไรได้มากขึ้นแล้ว)